บาสเกตบอลในประเทศไทย

นายนพคุณพงษ์สุวรรณ อาจารย์สอนภาษาจีนได้แปลกติกา การเล่นบาสเกตบอลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกพ.ศ ๒๔๗๗ กรมพลศึกษาได้จัดการแข่งขันกีฬา บาสเกตบอลระดับนักเรียนขึ้น เป็นครั้งแรก สมัยที่ น.อ หลวงศุภชลาศัย ร.น ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพลศึกษา  พ.ศ ๒๔๙๕
ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลระหว่างนักเรียนหญิง และการแข่งขันระหว่างประชาชนทั่วๆไป
พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้มีการจัดตั้งสมาคมบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย และได้เป็นสมาชิก สมาคมบาสเกตบอลระหว่างประเทศตั้งแต่ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๙๖
ปัจจุบันกีฬาบาสเกตบอลถูกบรรจุในหลักสูตรการ เรียนการสอนแทบ ทุกระดับการศึกษาคือตั้งแต่ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังมี การแข่งขัน อยู่ตลอดเวลา องค์กรสำคัญที่ส่งเสริมและจัดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล ในประเทศไทย ได้แก่สมาคมบาเกตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ กรมพลศึกษา กรุงเทพมหานคร การกีฬาแห่งประเทศไทย ทบวงมหาวิทยาลัย (กีฬามหาวิททยาลัย) กองทัพ (กีฬาเหล่าทัพ) กองทัพอากาศ (กีฬานักเรียน) สถาบันการศึกษาทั่วไป

Advertisements

บาสเกตบอลในต่างประเทศ

กีฬาบาสเกตบอลได้กำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มจาก ดร. เจมส์ เอ เนสมิท (James A. Naismith) ได้คิดขึ้นเพื่อเล่นในโรงพลศึกษาของโรงเรียนฝึกอบรมสมาคม Y.M.C.A. นานาชาติ (International Young Men’s Christian Association Training School) ที่เมืองสปริงฟิลด์ มลรัฐเมสซาชูเซตส์ ในช่วงที่หิมะตก เมื่อปี ค.ศ. 1891 (พ.ศ. 2434) ใช้ตะกร้าลูกพีช 2 ใบแขวนเป็นประตู จึงทำให้กีฬานี้ได้ชื่อว่า “บาสเกตบอล” (Basketball)
การเล่นครั้งนั้นใช้ลูกฟุตบอลเล่น มีผู้เล่นทั้งหมด 18 คน แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายๆ ละ 9 คน และตัวของ ดร.เนสมิท เป็นกรรมการ มีกฎการเล่น 4 ข้อ คือ

  1. ห้ามถือลูกเคลื่อนที่
  2. ห้ามผู้เล่นปะทะตัวกัน
  3. ประตูอยู่ระดับศีรษะและขนานกับพื้น
  4. ผู้เล่นจะถือลูกบอลนานเท่าไรก็ได้ และผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามจะต้องไม่ถูกตัวผู้เล่น

ต่อมาได้มีการปรับปรุงกติกาการเล่นเป็น 13 ข้อ ดังนี้

  1. ผู้เล่นห้ามถือลูกบอลแล้ววิ่ง
  2. ผู้เล่นจะส่งบอลไปทิศทางใดก็ได้ โดยใช้มือเดียวหรือสองมือก็ได้
  3. ผู้เล่นจะเลี้ยงบอลไปทิศทางใดก็ได้ โดยใช้มือเดียวหรือสองมือก็ได้
  4. ผู้เล่นต้องใช้มือทั้งสองเข้าครอบครองบอล ห้ามใช้ร่างกายช่วยในการครอบครองบอล
  5. ในการเล่นจะใช้ไหล่กระแทก หรือใช้มือดึง ผลัก ตี หรือทำการใดๆให้ฝ่ายตรงข้ามล้มลงไม่ได้ ถ้าผู้เล่นฝ่าฝืนถือเป็นการฟาล์ว 1 ครั้ง ถ้า ฟาล์ว 2 ครั้ง หมดสิทธิ์เล่น จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำประตูกันได้จึงจะกลับมาเล่นได้อีก ถ้าเกิดการบาดเจ็บระหว่างการแข่งขัน จะไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น
  6. ห้ามใช้ขาหรือเท้าแตะลูก ถือเป็นการฟาล์ว 1 ครั้ง
  7. ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำฟาล์วติดต่อกัน 3 ครั้ง ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ประตู
  8. ประตูที่ทำได้หรือนับว่าได้ประตูนั้น ต้องเป็นการโยนบอลให้ลงตะกร้า ฝ่ายป้องกันจะไปยุ่งเกี่ยวกับประตูไม่ได้เด็ดขาด
  9. เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำลูกบอลออกนอกสนาม ให้อีกฝ่ายหนึ่งส่งลูกเข้ามาจากขอบสนามภายใน 5 วินาที ถ้าเกิน 5 วินาที ให้เปลี่ยนส่ง และถ้าผู้เล่นฝ่ายใดพยายามถ่วงเวลาอยู่เสมอให้ปรับเป็นฟาล์ว
  10. ผู้ตัดสินมีหน้าที่ตัดสินว่าผู้เล่นคนใดฟาล์ว และลงโทษให้ผู้เล่นหมดสิทธิ์
  11. ผู้ตัดสินมีหน้าที่ตัดสินว่าลูกใดออกนอกสนาม และฝ่ายใดเป็นฝ่ายส่งลูกเข้าเล่น และจะทำหน้าที่เป็นผู้รักษาเวลาบันทึกจำนวนประตูที่ทำได้ และทำหน้าที่ทั่วไปตามวิสัยของผู้ตัดสิน
  12. การเล่นแบ่งออกเป็น 2 ครึ่งๆ ละ 20 นาที
  13. ฝ่ายที่ทำประตูได้มากที่สุดเป็นผู้ชนะ ในกรณีคะแนนเท่ากันให้ต่อเวลาออกไป และถ้าฝ่ายใดทำประตูได้ก่อนถือว่าเป็นฝ่ายชนะ

สหรัฐอเมริกายอมรับการเล่นบาสเกตบอลเป็นกีฬาประจำชาติเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1892 ซึ่งได้มีการเล่นบาสเกตบอลอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรก จึงมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับกีฬาบาสเกตบอลหลายอย่าง ได้แก่ ในปี ค.ศ. 1893 ได้มีการลดจำนวนผู้เล่นเหลือ 5 คน ต่อมาในปี ค.ศ. 1894 ได้มีการพัฒนาลูกบอลขึ้นใหม่สำหรับใช้ในการเล่นและการแข่งขันโดยเฉพาะ ในปี ค.ศ. 1898 มีการเปลี่ยนประตูที่ทำด้วยตะกร้าเป็นห่วงเหล็กเพื่อความแข็งแรง และเริ่มใช้ตาข่ายติดกับห่วงเหล็ก ในปี ค.ศ. 1908 และในปี ค.ศ. 1915 สมาคม Y.M.C.A. สมาคมกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติ และสมาพันธ์กีฬาสมัครเล่น ได้ร่วมประชุมเพื่อร่างกติกาการเล่นบาสเกตบอลขึ้นมาเพื่อเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน กติกานี้ได้ใช้สืบมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1938 และได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 11 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี โดยคณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติเป็นผู้พิจารณา

ปัจจุบันนี้หน่วยงานที่ควบคุมและดำเนินงานเกี่ยวกับกีฬาบาสเกตบอล ระดับนานาชาติ ได้แก่ สหพันธ์บาสเกตบอลนานาชาติ (The International Basketball Federation) ใช้ชื่อย่อว่า FIBA

การยิงประตู

 

การยืนยิงประตู ( The Set Shot )

โดยทั่วไปในการแข่งขันไม่นิยมใช้ลักษณะการยิงประตูชนิดนี้ระหว่ างนาฬิกาเดินเนื่องจากง่ายต่อการสกัดกั้นส่วนมากใช้ในการโยนโทษ

การก้าวกระโดดขึ้นยิงประตู ( The Lay-up Shot )

ผู้เล่นควรฝึกการยิงประตูลักษณะนี้เป็นอันดับแรก การยิงประตูลักษณะนี้เป็ฯการพาลูกบอลเคลื่อนที่ซึ่งใช้แรงส่งจา กจังหวะการก้าวและกระโดดลอยตัวยกมือ งอเข่า และปล่อยลูกบอลกระทบกระดานหลัง

การก้าวกระโดดขึ้นหงายมือยิงประตู ( The Underhand Shot )

การยิงประตูลักษณะนี้คล้ายกับการก้าวกระโดดยิงประตูต่างกันที่จ ังหวะสุดท้ายของการปล่อยลูกบอลต้องหงายมือและแขนทำให้ลูกบอลอยู ่ด้านบนมือ แล้วจึงใช้ข้อมือช่วยส่งแรงกระทบกระดานหลัง

การกระโดดยิงประตู ( The Jump Shot )

เป็นลักษณะการยิงประตูที่มักพบมากระหว่างการแข่งขัน เนื่องจากยากต่อการป้องกัน โดยเฉพาะหากผู้เล่นยิงประตูมีความสูง

การฮุ้กบอล ( The Hook Shot )

นิยมใช้มากกับผู้เล่นตำแหน่งเสาหลักล่าง ( Low-Post ) การยิงประตูลักษณะนี้มีความแม่นยำสูงและยากต่อการป้องกัน เนื่องจากแขนผู้เล่นยิงประตูห่างจากผู้เล่นฝ่ายป้องกัน

วิธีการปฏิบัติเริ่มเมื่อผู้เล่นยิงประตูหันหลังให้ห่วงประตู การฮุ้กต้องมีการกระโดดและการทรงตัวที่ดี ผู้เล่นควรฝึกหัดการใช้ทั้งมือซ้ายและขวา หากใช้มือขวาให้ยกเข่าขวา หากใช้มือซ้ายให้ยกเข่าซ้าย ปล่อยบอลให้ใช้ข้อมือตวัดลูกบอลข้ามศีรษะ

 การยัดห่วงประตู ( Dunking )

การยิงประตูลักษณะนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวพิเศษของผู้เล่นที่ มีความสูงหรือกระโดดสูง และเนื่องจากไม่มีข่วงของลูกบอลลอยในอากาศทำให้ยากต่อการป้องกั น สามารถใช้ได้ทั้งมือเดียวหรือสองมือ ทั้งด้านหน้าหรือด้านหลังของผู้เล่นยิงประตู เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อทีมและทำลายขวัญของฝ่ายตรงข้ามได้

การก้าวกระโดดหมุนตัวยิงประตู ( The Reverse Lay-up Shot )

การยิงประตูลักษณะนี้เป็นการใช้ห่วงประตูและกระดานหลังเป็นแนวป ้องกันจากผู้เล่นฝ่ายป้อกันจากด้านหลังใช้ได้ดีเมื่อผู้เล่นพาบ อลตามแนวเส้นหลัง หรือรับลูกบอลภายในเขตกำหนด 3 วินาที และหันหลังให้กับห่วงประตู

การปัดบอลเข้าห่วงประตู ( Tapping or Tip-in )

การปัดบอลเพื่อเข้าห่วงประตูตามกติกาถือเป็นการยิงประตูลักษณะห นึ่ง เป็นการใช้นิ้วมือรองใต้ลูกบอลดีดลูกบอลเข้าห่วงประตู การยิงประตูลักษณะนี้ต้องอาศัยช่วงจังหวะเวลาและจังหวะของการกร ะโดดลอยตัวที่ดี เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการดีดลูกบอล

วิดีโอ YouTube

การเลี้ยงบอล

การเลี้ยงบอล ( Dribbling )

ขณะเลี้ยงบอลผู้เล่นควรนำลูกบอลไปไว้ด้านข้างลำตัวเพื่อหลีกเลี ่ยงการป้องกันหรือการเข้าแย่งของฝ่ายตรงข้าม

วิธีเลี้ยงบอล ควรใช้นิ้วกดลงที่ลูกบอลอาจช่วยส่งแรง และควรฝึกหัดการใช้มือทั้งสองข้างช่วยในการเลี้ยงบอล สิ่งสำคัญของการเลี้ยงบอล คือ ไม่ควรมองลูกบอลที่ตนเองกำลังเลี้ยงอยู่ ให้มองผู้เล่นหรือทิศทางในสนาม

การเลี้ยงบอลเปลี่ยนตำแหน่ง ( The Change-of-Pace Dribble )

การเลี้ยงบอลชนิดนี้มีความสำคัญอีกประการหนึ่ง เนื่องจากทำให้ผู้เล่นฝ่ายป้องกันไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผู้เลี้ ยงบอลนั้นจะเคลื่อนที่เร็ว, ช้า , หยุดอยู่กับที่ ,ส่งบอล หรือยิงประตู

การเลี้ยงบอลต่ำ ( The low or Control Dribbling )

เป็นวิธีเลี้ยงบอลของผู้เล่นเมื่อถูกป้องกันอย่างใกล้ชิด ผู้เลี้ยงบอลต้องย่อตัวฝ่ามืออยุ่บนลูกบอล ในการเลี้ยงบอลให้ลูกบอลกระทบพื้นในระดับต่ำ และควรควบคุมลูกบอลอยู่ข้างลำตัวเพื่อป้องกันการแย่งหรือปัดบอล จากฝ่ายตรงข้าม

 การเลี้ยงบอลสูง ( The High or Speed Dribble )

เมื่อผู้เล่นเลี้ยงบอลขณะไม่มีผู้เล่นฝ่ายตรงป้องกันและต้องใช้ ความเร็ว สามารถใช้วิธีการเลี้ยงลักษณะนี้ โดยการผลักลูกบอลไปข้างหน้าให้ลูกบอลกระทบพื้นกระดอนระดับเอว มือไม่จำเป็นต้องอยู่ด้านบนของลูกบอล สามารถอยู่ด้านหลังของลูกเพื่อผลักไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

การเลี้ยงบอลสลับซ้าย-ขวา (The Crossover Dribbling )

การเลี้ยงบอลต้องใช้เพียงมือเดียวในการเลี้ยงบอล หากฝ่ายตรงข้ามป้องกันอย่างใกล้ชิดและผู้เลี้ยงบอลเลี้ยงข้างหน ้าฝ่ายตรงข้าม อาจถูกแย่งหรือปัดได้ง่าย ดั้งนั้นควรเลี้ยงบอลสลับซ้าย-ขวา เพื่อหลีกเลี่ยงและหลบหลีกการแย่งหรือการปัดจากฝ่ายตรงข้าม แต่หากฝึกทักษะชนิดนี้ไม่ชำนาญอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามแย่งหรือปัดบ อลได้

การเลี้ยงบอลไขว้หลัง ( The Behind-the-Back Dribble )

เป็นวิธีการเลี้ยงบอลเพื่อต้องการหลอกล่อฝ่ายตรงข้ามให้เสียจัง หวะเพื่อชิงพื้นที่หรือตำแหน่งในการเปลี่ยนทิศทาง เป็นการใช้มือออกแรงกดและผลักลูกบอลจากด้านหลังไปด้านหน้าอีกข้ างหนึ่ง เป็นลักษณะของการไขว้สลับด้านหลัง

การเลี้ยงบอลลอดใต้ขา ( The Between-the-Legs-Dribble )

เป็นวิธีการเลี้ยงบอลที่ใช้มือกดลูกบอลให้ลอดใต้ขาใช้ขณะเมื่อผ ู้เล่นฝ่ายตรงข้ามป้องกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหลบหลีกและเปลี่ยนทิศทางของการเคลื่อนที่ทำให้ฝ่ายตรงข้าม เสียจังหวะและเสียพื้นที่ตำแหน่ง

การหมุนตัวเลี้ยงบอล (The Revcrse Dribble )

เป็นวิธีการเลี้ยงบอลเพื่อหลบหลีกฝ่ายตรงข้ามและเปลี่ยนทิศทาง ใช้ลำตัวบังลูกบอลยากต่อการแย่งหรือปัดลูกบอลยากต่อการแย่งหรือ ปัดลูกบอล ทำเมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเข้าประชิดตัวให้ใช้มอผลักลูกบอลไปยั งตำแหน่งอีกด้นหนึ่งพร้อมกับหมุนตัวไปด้านเดียวกันนั้น (ซ้ายหรือยวาก็ได้ )

วิดีโอ YouTube

การส่งบอล

]
การส่งบอลสองมือระดับอก ( The Two-Handed Chest Pass )

เป็นการส่งบอลที่นิยมใช้กันเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นพื้นฐานใน การส่งบอล ใช้เมื่อไม่มีผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามโดยส่งบอลไป-มาระหว่างผู้เล่นข องทีม วิธีการฝึก ให้ถือลูกบอลสองมือระดับอกดึงบอลเข้าหาลำตัว,เก็บศอก,กางนิ้วมือออก ขณะปล่อยลูกบอลแขนและมือเหยียดออกและสลัดข้อมือเพื่อช่วยส่งแรง

 

การส่งบอลสองมือกระดอนพื้น ( The Two-Handed Bounce Pas )

เป็นวิธีการส่งบอลขั้นพื้นฐาน ใช้เมื่อส่งบอลให้เพื่อนร่วมทีมที่ถูกป้องกันทางด้านหลัง หรือผู้เล่นฝ่ายป้องกันพยายามแย่งบอลจากด้านหน้า หรือขณะที่การส่งบอลสองมือระดับไม่สามารถใช้ได้

 

การส่งบอลสองมือเหนือศีรษะ ( The Two-Handed Overhead Pass )

เป็นการส่งบอลให้กับผู้เล่นตำแหน่งเสาหลัก (Post ) ล่างและบน บางครั้งใช้กับการเล่นลูกเร็ว (Fast Break) หรือการส่งบอลเข้าเล่น

 

การส่งบอลมือเดียวเหนือไหล่ ( The One-Hand (Baseball) Pass )

เป็นการส่งบอลที่มีระยะไกลประมาณครึ่งสนามซึ่งปกติการส่งสองมือ ไม่สามารถส่งได้ แต่ไม่เหมาะกับการส่งบอลที่มีระยะไกลมากเกินไป ใช้ประโยชน์สำหรับการส่งบอลเร็ว ( Fast Break )

 

การส่งบอลมือเดียวด้วยการผลัก ( The One-Hand (Push) Passv )

เป็นการผลักลูกบอลอย่างรวดเร็ว ใช้สำหรับระยะสั้น ๆ วิธีฝึก ให้ลูกบอลอยู่บริเวณระดับหู งอศอกเพื่อให้เกิดแรงส่ง เป็นการส่งบอลแนวตรงและสามารถหลอกฝ่ายตรงข้ามได้

 

การส่งมือเดียวย้อนหลัง ( The Behind-the Back Pass )

เป็นการส่งลูกบอลที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัว ปัจจุบันนิยมใช้กันมาก และสามารถหลอกคู่ต่อสู้ได้

 

วิดีโอ YouTube

ลูกบาสเกตบอล


– ลูกบอล ต้องเป็นรูปทรงกลมและมีสีส้ม ซึ่งได้รับการรับรอง มี 8 ช่องกลีบ ตาม แบบเดิม กรุและเย็บเชื่อต่อกัน
– ผิวนอกต้องทำด้วยหนัง หนังที่เป็นสารสังเคราะห์ ยาง หรือวัสดุสารสังเคราะห์
– ลูกบอลจะขยายตัวเมื่อสูบลมเข้าไป ถ้าปล่อยลงสู่พื้นสนามจากความสูง โดยประมาณ 1.80 เมตร วัดจากส่วนล่างของลูกบอล ลูกบอลจะกระดอนขึ้นสูงวัดจากส่วนบนสุดจากของลูกบอลระหว่าง 1.20 เมตร ถึง 1.40 เมตร
– ลูกบอลต้องมีเส้นรอบวงไม่น้อยกว่า 74.9 เซนติเมตร และไม่มากกว่า 78 เซนติเมตร (ลูกบอลเบอร์ 7) จะต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 567 กรัม และไม่มากกว่า 650 กรัม

กระดานหลังและห่วงประตู


– กระดานหลัง กว้าง 10.5 เมตร ยาว 1.80 เมตร
– ห่วง เส้นผ่าศูนย์กลางยาว 0.45 เมตร (45 เซนติเมตร)
– ห่วงประตู (ห่วงและตาข่าย) สูงจากพื้น 3.05 เมตร
– ตาข่าย ยาว 0.40-0.45 เมตร (40-45 เซนติเมตร)
– ที่ยึดกระดานหลัง
– เบาะรองที่ยึดกระดานหลัง (ฐานตั้งห่างจากเส้นหลัง 2.00 เมตร)

สนามแข่งขัน

1) สนามต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นผิวเรียบ แข็งปราศจากสิ่งกีดขวางที่ทำให้เกิดความล่าช้าสำหรับการแข่งขันซึ่งจัดโดยสหพันธ์บาสเกตบอลนานาชาติ ขนาดสนามที่จะสร้างขึ้นใหม่ต้องยาว 28 เมตรและกว้าง 15 เมตร โดยวัดจากขอบใน ของเส้นเขตสนาม สำหรับการแข่งขันอื่นทั้งหมดที่สหพันธ์บาสเกตบอลนานาชาติรับรอง เช่น สหพันธ์ระดับโซน หรือสมาคม แห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเห็นชอบให้ใช้สนามขนาดเล็กสุดในการแข่งขันได้ คือ ยาว 26 เมตรและกว้าง 14 เมตร

2) ความสูงของเพดานหรือสิ่งกีดขวางต้องไม่ต่ำกว่า 7 เมตร

3) พื้นผิวของสนามควรจะเหมือนกันและมีแสงสว่างเพียงพอ แสงสว่างต้องอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นของ ผู้เล่นและของผู้ตัดสิน

4) เส้นทุกเส้นต้องเป็นสีเดียวกัน (ควรเป็นสีขาว) กว้าง 5 เซนติเมตร และมองเห็นได้อย่างชัดเจน ดังนี้

– เส้นหลังและเส้นข้าง (End lines and side-lines)
– เส้นกลาง (Center line)
– เส้นโยนโทษ (Free-throw lines)
– วงกลมกลาง (Center circle)
– พื้นที่ยิงประตู 3 คะแนน (Three-point field goal area)

จำนวนผู้เล่น

มีผู้เล่นฝั่งละ 5 คน ส่วนตัวสำรองสูงสุดทีมละ 7 คน ซึ่งการเปลี่ยนตัวนั้นสามารถเปลี่ยนตัวได้ไม่จำกัด โดยจะเปลี่ยนได้ในช่วงที่บอลตายเท่านั้น

การนับคะแนน

หลักการเล่นที่สำคัญที่สุดของกีฬาบาสเกตบอล นั่นคือ การทำแต้มด้วยการโยนลูกบอลเข้าห่วงของคู่แข่งให้มากกว่าและพยายามป้องกันไม่ให้คู่แข่งโยนลูกบอลเข้าห่วงของตัวเอง โดยที่การโยนลูกบอลเข้าห่วงในพื้นที่นอกเขตโทษ จะได้ 3 คะแนน, ในเขตโทษได้ 2 คะแนน และจุดโทษได้ 1 คะแนน